<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><?xml-stylesheet type='text/xsl' href='http://holykingdom.spaces.live.com/mmm2008-07-24_12.50/rsspretty.aspx?rssquery=en-US;http%3a%2f%2fholykingdom.spaces.live.com%2fcategory%2f%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%2ffeed.rss' version='1.0'?><rss version="2.0" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:msn="http://schemas.microsoft.com/msn/spaces/2005/rss" xmlns:live="http://schemas.microsoft.com/live/spaces/2006/rss" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/" xmlns:cf="http://www.microsoft.com/schemas/rss/core/2005" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"><channel><title>Welcome to Holykingdom: สุขภาพและความสุขสมบูรณ์</title><description /><link>http://holykingdom.spaces.live.com/?_c11_BlogPart_BlogPart=blogview&amp;_c=BlogPart&amp;partqs=cat%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2593%25E0%25B9%258C</link><language>en-US</language><pubDate>Sat, 12 Jan 2008 10:35:28 GMT</pubDate><lastBuildDate>Sat, 12 Jan 2008 10:35:28 GMT</lastBuildDate><generator>Microsoft Spaces v1.1</generator><docs>http://www.rssboard.org/rss-specification</docs><ttl>60</ttl><cf:parentRSS>http://holykingdom.spaces.live.com/blog/feed.rss</cf:parentRSS><live:type>blogcategory</live:type><live:identity><live:id>-7317840060378975633</live:id><live:alias>holykingdom</live:alias></live:identity><cf:listinfo><cf:group ns="http://schemas.microsoft.com/live/spaces/2006/rss" element="typelabel" label="Type" /><cf:group ns="http://schemas.microsoft.com/live/spaces/2006/rss" element="tag" label="Tag" /><cf:group element="category" label="Category" /><cf:sort element="pubDate" label="Date" data-type="date" default="true" /><cf:sort element="title" label="Title" data-type="string" /><cf:sort ns="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" element="comments" label="Comments" data-type="number" /></cf:listinfo><item><title>การทำบุญและการบริจาคเลือดเพิ่มบารมี</title><link>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!161.entry</link><description>&lt;div&gt;     &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;     เมื่อวันอาทิตย์มีเพื่อนสนิทมากๆมาชวนไปทำบุญที่วัดระฆัง  ซึ่งปีที่แล้วผมไปวัดนี้3ครั้ง เพราะเพื่อนๆมีเคราะห์กันบ่อย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;เช่นโดนขโมยของ ทำสร้อยทองหาย เลยต้องหาที่พักใจ ระบายความทุกข์ ผมเองก็ไม่นึกว่าการทำบุญจะได้ผล แต่เพื่อนๆ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ชวนก็ไปกับเขาหน่อย ปีนี้มาเจอกับตัวไม่นึกว่าจะโดนตั้งแต่ต้นปีเรื่อยมา พอเพื่อนชวนปุ๊บก็ตอบตกลงปั๊บไปทำบุญถวาย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;สังฆทาน ถวายปัจจัย สักหน่อย เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นเคราะห์ต่างๆจะได้หมดไป พอทำบุญผ่านไปไม่กี่วันโชคดีมากๆก็เริ่มมาครับ &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;(ไม่ขอบอกว่าอะไรนะ) ความสบายใจกายก็เกิดขึ้นกับตัวจนรู้สึกได้ ไม่คิดว่าจะเห็นผลถึงเพียงนี้ ใครมีอะไรไม่สบายใจหรือ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;กายหรือมีปัญหาอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ลองหาที่ไปทำบุญดูนะครับ ไม่เฉพาะว่าเป็นวัดระฆังนะครับ ทำวัดไหนก็ได้ แล้วแต่&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ศรัทธาและกำลังทรัพย์&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;     ยังมีการทำบุญอีกแบบเช่นการบริจาคเลือด ซึ่งปีๆนึงสามารถทำได้สูงสุด4ครั้งเท่านั้น แล้วเลือดแต่ละหยดก็อาจจะไป&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ช่วยชีวิตของคนได้ ใครที่ไม่เสี่ยงกับโรคทางเพศและร่างกายแข็งแรง ว่างๆอยากทำบุญก็ลองไปบริจาคเลือดดูนะครับ  &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;แล้วถ้าบริจาคเลือดไปสัก1-2ครั้งแล้ว เขาก็มีให้ตรวจสเต็มเซลหรือคุณจะยื่นขอให้ตรวจสเต็มเซลเองก็ได้ เพื่อให้คนที่มี&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;สเต็มเซลเหมือนกับคุณ แต่เขาอาจจะเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดแดงหรือขาว สามารถนำไปปลุกถ่ายช่วยให้เขามีชีวิตต่อไปได้ครับ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ในการบริจาคเลือดก็ยังมีอีก2แบบ &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;คือบางครั้งเขาจะขาดแต่เม็ดเลือดแดงเขาก็จะขอให้เราบริจาคเม็ดเลือดแดง ซึ่งกรณีนี้ใครๆ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ที่เคยบริจาคเลือดมาแล้วก็สามารถบริจาคได้ทุกคนครับ &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;แต่บางครั้งเขาจะขาดแต่เกล็ดเลือดเขาก็จะขอให้เราบริจาคเกล็ดเลือด ในกรณีนี้เขาจะขอตรวจเกล็ดเลือด &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ถ้าใครตรวจแล้วผ่านก็จะสามารถบริจาคได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่สามารถบริจาคเกล็ดเลือดได้ตลอดชีวิตครับ &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;เขาให้เหตุผลว่าเม็ดเลือดขาวที่ผลิตออกมานั้นมีแค่ให้เจ้าของใช้ได้เท่านั้น ไม่สามารถบริจาคให้คนอื่นๆได้ &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;อ้อยังมีtipอีกนิดหน่อยกรณีที่ผมบริจาคเลือดนั้น ผมจะนำการนั่งสมาธิเพ่งไปตอนบริจาคด้วย โดยผมจะ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;กำหนดจิตไว้ว่า ถ้าใครได้รับโลหิตของผมไป ถ้าใกล้ตายก็ขอให้รอด แต่ถ้าไม่ถึงกับใกล้ตาย ก็ขอให้หายเร็วๆและมีจิตที่ดีงาม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;     ส่วนใครจะทำบุญแบบไหนก็แล้วแต่ชอบนะครับ จะได้บุญจริงๆหรือไม่อย่าไปหวังหรือโลภอะไรมากมายนัก แต่อย่างน้อย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ที่เห็นผลทันตาก็คือ พอทำเสร็จคุณก็จะสบายใจขึ้นแน่นอนไม่มากก็น้อย (ทำแล้วอย่าคิดมากนะครับ) &lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-7317840060378975633&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=holykingdom.spaces.live.com&amp;amp;GT1=holykingdom"&gt;</description><comments>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!161.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!161.entry</guid><pubDate>Wed, 30 May 2007 15:56:18 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://holykingdom.spaces.live.com/blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!161/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!161.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2007-06-02T08:13:22Z</dcterms:modified></item><item><title>เก็บตกจาก Forward Mail</title><link>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!158.entry</link><description>&lt;div&gt;    &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;    เพื่อนผม forward mail มาฉบับนึงเนื้อหาโดนใจผมมากครับ เป็นเรื่องของการเข้าใจผิดกันครับ ดังนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;คุกกี้ 1 ห่อ กับ &amp;quot;...การตัดสินคน..&lt;br&gt;ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดีจำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 &lt;br&gt;ชั่วโมงในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง &lt;br&gt;เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อและเตรียมหาที่ &lt;br&gt;นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆเธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง &lt;br&gt;เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ &lt;br&gt;เธอสังเกตเห็นว่า ข้างๆ &lt;br&gt;เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใครว่าจะมีใครนั่งอยู่ ข้าง &lt;br&gt;ๆเขาสักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจาก ถุง &lt;br&gt;ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสองแล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธแต่ &lt;br&gt;ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวายเธอจึงทำเป็นไม่สนใจเธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกิน &lt;br&gt;คุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย &lt;br&gt;กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป &lt;br&gt;เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า&amp;quot;ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็....ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย&amp;quot;ทุกครั้งที่เธอหยิบ &lt;br&gt;กิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้นทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้ &lt;br&gt;เหลือเพียงชิ้นสุดท้ายเธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่ม &lt;br&gt;ค่อยๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออก เป็น 2 &lt;br&gt;ชิ้นส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น &lt;br&gt;เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า &amp;quot;เขาช่างเป็นคนไร้ มารยาทสุดๆ  &lt;br&gt;ช่างไร้การศึกษาไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ&amp;quot;&lt;br&gt;เธอลุกขึ้น หยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง &lt;br&gt;ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิมภาย &lt;br&gt;หลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้วเธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง &lt;br&gt;ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็  พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ &lt;br&gt;เธอตกใจมาก&lt;br&gt;ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ &lt;br&gt;ก็แปลว่า....คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกินเธอลุกขึ้นทันที&lt;br&gt;แล้ววิ่ง  &lt;br&gt;ออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่มแต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่ามันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษ &lt;br&gt;ชายหนุ่มระหว่างเดินกลับเข้าเครื่องเธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ &lt;br&gt;เธอนั่นเองที่ไร้ มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง.......... &lt;br&gt;มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา &lt;br&gt;ที่ค้นพบในภายหลังว่า&amp;quot;สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด &lt;br&gt; มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่นและทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเองซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย&amp;quot;&lt;br&gt;.........นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่นหลาย &lt;br&gt;ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นควรมองผู้อื่นในแง่ดี  &lt;br&gt; แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า&amp;quot;เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่น &lt;br&gt;บ้างหรือไม่&amp;quot;.........&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;    คือผมเพิ่งโดนมาเต็มๆเลยค่อนข้างอินน่ะครับ บางครั้งคำที่ว่า คนโง่ยอมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดนั้นก็ไม่จริงเสมอไปเพราะถึงฉลาดแต่ไม่โกงก็ไม่ได้เอาเปรียบใคร แต่คนซื่อต่างหากที่ตกเป็นเหยื่อของคนโกงครับ อันนี้จริงแน่นอน&lt;br&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-7317840060378975633&amp;page=RSS%3a+%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81+Forward+Mail&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=holykingdom.spaces.live.com&amp;amp;GT1=holykingdom"&gt;</description><comments>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!158.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!158.entry</guid><pubDate>Fri, 18 May 2007 22:35:08 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://holykingdom.spaces.live.com/blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!158/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!158.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2007-05-20T03:53:28Z</dcterms:modified></item><item><title>วิธีนั่งสมาธิ</title><link>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!154.entry</link><description>&lt;div&gt;     วิธีที่นิยมกันมากๆ กำหนดง่ายทุกคนทำได้ ก็เห็นจะเป็นการกำหนดลมหายใจครับ โดยให้กำหนดลมหายใจเข้าออกเพื่อผูกจิตกับลมหายใจ แล้วนึกถึงคำ2คำเช่น พุทโธ ธรรมโม สังโฆ จริงๆแล้วสำหรับผม การนึกถึงคำเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น พอปฏิบัติไปสักพักก็จะเหลือเพียงแค่ความรู้สึก หายใจเข้าออกเท่านั้นครับ ส่วนวิธีอื่นๆก็มีอีกหลายวิธี&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;1. การกำหนดยุบหนอพองหนอ โดยใช้หน้าท้องในการกำหนด (จริงๆผมว่ามันก็เหมือนกับการกำหนดลมหายนั่นแหละครับ)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;2. การเพ่ง (กสิณ) โดยอาจจะหาเทียนหรือพระพุทธรูปมานั่งพิจารณา โดยส่วนตัววิธีนี้ยากเหมือนกัน ไม่สามารถปฏิบัติได้ในทุกที่ทุกเวลา&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ยังมีวิธีที่ผมลองผิดลองถูกอีกเช่น การกำหนดจิตให้อยู่จุดๆเดียวแล้วกำหนดให้เคลื่อนที่ไปตามร่ายกาย การแผ่เมตตา พอผมนั่งสมาธิไปได้สักพักก็ทำการแผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศลให้แก่ญาติและเพื่อนๆที่รู้จัก ใครไม่สบายผมก็จะแผ่เมตตาไปให้ครับ (อันนี้ผมคิดไปเองนะครับ คือเพ่งจิตให้เขาสุขภาพดี) ซึ่งผลที่ได้นั้น ดีกว่าที่คิด เช่นญาติผมเป็นโรคเหมือนมีเนื้องอกที่คอ ขณะนั้นเนื้องอกก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่พอผมเพ่งจิตไปสัก1-2เดือน อาการนั้นก็หายหรืออาการไม่รุกรามกว่าเก่า (เรื่องนี้ก็เรื่องจริง แต่มันอาจจะบังเอิญก็ได้ครับ) แต่การทำแบบนี้อาจจะเป็นสมาธิที่ไม่ดีก็ได้(มิจฉาสมาธิ)  ซึ่งผมก็สงสัยเหมือนกันว่าที่ผมปฏิบัตินั้นดีหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ แล้วถ้าถูกผมนั่งสมาธิได้ถึงระดับไหนแล้ว จึงได้ค้นหาและทราบถึงระดับได้ดังนี้ครับ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;&lt;a&gt;&lt;strong&gt;&lt;font face="MS Sans Serif" color="#00c400" size=4&gt;อุปจารสมาธิ&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;br&gt;&lt;br&gt;&lt;font face="MS Sans Serif"&gt;          อุปจารสมาธินี้เรียกอุปจารฌานก็เรียก เป็นสมาธิที่มีความตั้งมั่นใกล้จะถึงปฐมฌานหรือ&lt;br&gt;ปฐมสมาบัตินั่นเอง อุปจารสมาธิคุมอารมณ์สมาธิไว้ได้นานพอสมควร มีอารมณ์ใสสว่างพอใช้ได้ &lt;br&gt;เป็นพื้นฐานเดิมที่จะฝึกทิพยจักษุญาณได้ อารมณ์ที่อุปจารสมาธิเข้าถึงนั้นมีอาการดังนี้&lt;br&gt;          ๑. วิตก คือความกำหนดจิตนึกคิดองค์ภาวนาหรือกำหนดรูปกสิณ จิตกำหนดอยู่ได้&lt;br&gt;ไม่คลาดเคลื่อน ในเวลานานพอสมควร&lt;br&gt;          ๒. วิจาร การใคร่ครวญในรูปกสิณนิมิต ที่จิตถือเอาเป็นนิมิตที่กำหนด มีอาการเคลื่อนไหว&lt;br&gt;หรือคงที่ มีสีสันวรรณะเป็นอย่างไร เล็กหรือใหญ่ สูงหรือต่ำ จิตกำหนดรู้ไว้ได้ ถ้าเป็นองค์ภาวนา &lt;br&gt;ภาวนาครบถ้วนไหม ผิดถูกอย่างไร กำหนดรู้เสมอ ถ้ากำหนดลมหายใจ ก็กำหนดรู้ว่า หายใจเข้า&lt;br&gt;ออกยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ เรียกว่าวิจาร&lt;br&gt;          ๓. ปีติ ความปลาบปลื้มเอิบอิ่มใจ มีจิตใจชุ่มชื่นเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในการเจริญภาวนา&lt;br&gt;อารมณ์ผ่องใส ปรากฏว่าเมื่อหลับตาภาวนานั้นไม่มืดเหมือนเดิม มีความสว่างปรากฏคล้ายใคร&lt;br&gt;นำแสงสว่างมาวางไว้ใกล้ๆ บางคราวก็เห็นภาพและแสงสีปรากฏเป็นครั้งคราว แต่ปรากฏอยู่ไม่นาน&lt;br&gt;ก็หายไป อาการของปีติมีห้าอย่างคือ&lt;br&gt;          ๓.๑ มีการขนลุกขนชัน ท่านเรียกว่าขนพองสยองเกล้า &lt;br&gt;          ๓.๒ มีน้ำตาไหลจากตาโดยไม่มีอะไรไปทำให้ตาระคายเคือง&lt;br&gt;          ๓.๓ ร่างกายโยกโคลง คล้ายเรือกระทบคลื่น&lt;br&gt;          ๓.๔ ร่างกายลอยขึ้นเหนือพื้นที่นั่ง บางรายลอยไปได้ไกลๆ และลอยสูงมาก&lt;br&gt;          ๓.๕ อาการกายซู่ซ่า คล้ายร่างกายโปร่ง และใหญ่โตสูงขึ้นอย่างผิดปกติ&lt;br&gt;          อาการทั้งห้าอย่างนี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอาการของปีติ ข้อที่ควรสังเกตก็คือ&lt;br&gt;อารมณ์จิตชุ่มชื่นเบิกบานแม้ร่างกายจะสั่นหวั่นไหว บางรายตัวหมุนเหมือนลูกข่างแต่จิตใจก็เป็นสมาธิ&lt;br&gt;แนบแน่นไม่หวั่นไหว มีสมาธิตั้งมั่นอยู่เสมอ การกำหนดจิตเข้าสมาธิก็ง่าย คล่อง ทำเมื่อไร เข้าสมาธิได้&lt;br&gt;ทันที อาการของสมาธิเป็นอย่างนี้ &lt;br&gt;          ๔. สุข ความสุขชื่นบาน เป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ไม่เคยปรากฏการณ์มาก่อนเลยในชีวิต&lt;br&gt;จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย อาการปวดเมื่อยจะมีก็ต่อเมื่อคลายสมาธิแล้ว ส่วนจิตใจ&lt;br&gt;มีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น อารมณ์วิตกคือการกำหนดภาวนา ก็ภาวนาได้ตลอด&lt;br&gt;เวลา การกำหนดรู้ความภาวนาว่าจะถูกต้องครบถ้วนหรือไม่เป็นต้น ก็เป็นไปด้วยดี มีธรรมปีติชุ่มชื่น&lt;br&gt;ผ่องใส ความสุขใจมีตลอดเวลา สมาธิตั้งมั่น ความสว่างทางใจปรากฏขึ้นในขณะหลับตาภาวนา อาการ&lt;br&gt;ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แหละ ที่เรียกว่า &lt;b&gt;อุปจารสมาธิ &lt;/b&gt;หรือเรียกว่า &lt;b&gt;อุปจารฌาน&lt;/b&gt; คือเฉียดๆ จะถึง&lt;br&gt;&lt;b&gt;ปฐมฌาน&lt;/b&gt;อยู่แล้ว ห่างปฐมฌานเพียงเส้นยาแดงผ่า ๓๒ เท่านั้นเอง ตอนนี้ท่านยังไม่เรียกฌานโดยตรง&lt;br&gt;เพราะอารมณ์ยังไม่ครบองค์ฌาน ท่านจึงยังไม่ยอมเรียกว่าสมาบัติ เพราะยังไม่ถึงฌาน&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;&lt;font face="MS Sans Serif"&gt;&lt;/font&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;&lt;font face="MS Sans Serif"&gt;ซึ่งคัดลอกมาจาก &lt;a href="http://www.palungjit.com/smati/k40/smabat.htm"&gt;http://www.palungjit.com/smati/k40/smabat.htm&lt;/a&gt;  เป็นคำอธิบายเต็มๆหลายเรื่องครับ สงสัยอะไรก็ลองอ่านดูครับ&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;&lt;font face="MS Sans Serif"&gt;&lt;/font&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;&lt;font face="MS Sans Serif"&gt;     ส่วนตัวผมจะสำเร็จขั้นใดนั้นไม่ขอกล่าวนะครับ  แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเริ่มปล่อยวางสิ่งต่างๆได้มากขึ้น ไม่รู้สึกถึงความโกรธหรือเข้าถึงความโกรธได้ยากขึ้น สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งกระตุ้น ทำให้จิตไม่สงบ ทำให้เกิดอารมณ์ ซึ่งจริงๆแล้วตัวเรานั่นเองที่ก่อให้เกิดอารมณ์นั้นๆ ถ้าฝึกฝนจิตได้พอสมควรแล้ว อารมณ์ต่างๆก็ไม่สามารถทำให้เราเกิดทุกข์ได้ครับ แล้วถ้ามองโลกในแง่ดี เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้น ผมว่ามันเป็นการฝึกฝนจิตของเรา ทำให้เราก้าวไปอีกขั้น&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-7317840060378975633&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=holykingdom.spaces.live.com&amp;amp;GT1=holykingdom"&gt;</description><comments>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!154.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!154.entry</guid><pubDate>Sun, 06 May 2007 00:57:28 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://holykingdom.spaces.live.com/blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!154/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!154.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2007-05-08T23:51:49Z</dcterms:modified></item><item><title>มานั่งสมาธิกันเถอะครับ</title><link>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!153.entry</link><description>&lt;div&gt;    หมู่นี้ผมรู้สึกว่าการนั่งสมาธิทำให้จิตนิ่งจริงๆครับ สามารถแยกผลกระทบต่างๆกับความรู้สึกหรืออารมณ์ได้ จึงได้นำคำพระธรรมเทศนา ของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งผมคิดว่าท่านเทศได้ดีมาให้ทุกท่านพิจารณาใช้ปัญญาวิเคราะห์ดูครับ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;&lt;font size=4&gt; &lt;/font&gt;
&lt;dd&gt;การทำสมาธิทำให้จิตแก่กล้า แล้วมันทำให้ร่างกายสมบูรณ์สุขภาพดีได้เหมือนกัน ถึงแม้เราไม่ต้องการว่าจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่ว่ามันเป็นของมันเอง 
&lt;dd&gt;กาย เป็นของรองรับซึ่งทุกข์ทั้งหลาย อยากอยู่นาน ๆ อยากได้อายุยืนนาน ก็อยากทุกข์น่ะซี อายุ 80 ปี 90 ปี 100 ปี อายุนานเท่าใดมันก็ทุกข์นานเท่านั้น คนปรารถนาทุกข์เหลือเกิน เหตุนั้นเรามาทำภาวนาสมาธิดีกว่า ฝึกอบรมสมาธิให้สุขภาพจิตมันดียิ่งขึ้นไป ส่วนร่างกายเราไม่อาลัยอาวรณ์มันหรอก นั่งลงไปมันจะเจ็บปวดร้าวด้วยประการต่าง ๆ ไม่ต้องอาลัยกังวลเกี่ยวข้องกับมน ขอให้จิตอยู่นิ่งก็แล้วกัน เมื่อจิตสงบแล้วกายมันก็อยู่นิ่งของมันเอง จิตวางกายแล้ว ไม่ปรากฏเลยว่า นั่นนอนหรือเป็นอะไรต่าง ๆ มันไม่ปรากฏ มันปรากฏเพียงจิตอันเดียว นั่นแหละจิตทิ้งกายแล้ว ทีนี้มันค่อยสบายเป็นสุข 
&lt;dd&gt;&lt;b&gt;การทำสมาธิมีอานิสงส์มากมายหลวงหลาย&lt;/b&gt; ทำสมาธิให้เป็นเสียก่อนแล้วจึงจะค่อยรู้เรื่อง หากไม่ทำเองใครจะพูดอย่างไร เท่าใดมันก็ไม่รู้เรื่องหรอก ต้องเห็นประจักษ์ด้วยตนเองเสียก่อนจึงจะรู้จะเข้าใจ เช่นว่าเราไม่เคยนั่งเลย นั่งทีแรกมันก็ต้องเจ็บต้องปวดอะไรต่าง ๆ ครั้งฝึดหัดนั่งสมาธิจนเห็นความสุขสงบ หรือจากการยืนหรือเดินก็ตาม เมื่อจิตปล่อยวางกายหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ได้ความสงบอย่างยิ่งแล้ว จะชอบอกชอบใจอยากทำ ทีแรกมันต้องบังคับฝืน ครั้นภาวนาเป็นสมาธิแล้ว ทีนี้ไม่ต้องบังคับหรอก มันอยากทำ มันขยันเอง 
&lt;dd&gt;การทำสมาธิต้องฝึกหัดจิตตัวนี้แหละ ไม่ต้องทำอย่างอื่นฝึกฝนอบรมจิตอันเดียวนี้ แต่ไหนแต่ไรมาจิตไม่เคยฝึกฝนอบรมจิตนี้หากเราไม่ฝึกฝนอบรมก็ไม่มีวันเป็นสมาธิได้สักที แล้วไม่มีใครทำให้ได้ด้วย ไม่เหมือนสิ่งอื่น วัตถุอื่น เช่นทำเรือกสวนไร่นาทำการงานต่าง ๆ คนอื่นทำให้ได้ แต่ทำสมาธิคนอื่นทำให้ไม่ได้ ตนเองทำจึงค่อยได้ แล้วเห็นด้วยตนเองคนอื่นไม่เห็น 
&lt;dd&gt;เหตุนั้นจึงว่า การทำสมาธินั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ที่ว่ายากคือจิตใจของเรานั่นอยากให้เป็นสมาธิ ทำอย่างไรจึงจะเป็นสมาธิ ก็ดิ้นรนกระเสือกกระสนด้วยประการต่าง ๆ ก็เลยไม่เป็นซ้ำ นั่นแหละเรียกว่ามันยาก ที่ว่าง่ายนั้นก็คือ มันไม่ต้องการอะไร ไม่อยากอะไร ปล่อยวางเฉย ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ มันก็อยู่ตามเรื่องของมัน เอาแต่จิตของเรา เมื่อจิตมันวางอารมณ์ต่า ๆ แล้ว มันสงบนิ่งก็เป็นสมาธิ ไม่ได้นึกได้คิดว่าจะเป็น แต่ว่ามันเป็นเอง นั่นแหละที่ว่าง่ายก็ง่าย 
&lt;p&gt;
&lt;dd&gt;เหตุนั้นการทำสมาธิคือ หาอุบายที่จะจับจิตให้ได้ จิต คือผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุงแต่ง สารพัดทุกอย่างนั่นแหละ มันไม่อยู่กับที่ เมื่อมันไม่อยู่นิ่งก็เดือดร้อน ดิ้นรนกระสับกระส่าย ของเหล่านั้นล้วนแต่จิตทั้งนั้น มันส่งส่ายไปในที่ทั้งปวงหมด ถ้าเราเห็นโทษ ก็ปล่อยวางอันที่มันวุ่นวายอยู่นั่นทุกสิ้งทุกอย่าง ไม่เอาแล้ว ปล่อยไปตามเรื่องของมัน เมื่อปล่อยวางหมดแล้ว มันจะมีอะไรอีก? มันก็ยังเหลือแต่จิตเท่านั้น มันก็สงบอยู่ในที่เดียวนั่น มีแต่ความนิ่ง อันนั้นคือ &lt;b&gt;ความรู้&lt;/b&gt; หรือ &lt;b&gt;ธาตุรู้&lt;/b&gt; ก็เรียกหรือจะเรียก &lt;b&gt;ผู้รู้&lt;/b&gt; ก็ได้ นั่นได้ชื่อว่าถึงตัวของเราแล้ว รักษาตัวได้แล้ว ตัวของเราอยู่กับตัวแล้ว นั่นแหละจึงเห็น &amp;quot;ตัวแท้&amp;quot; คือธาตุรู้นั่นเอง เมื่อเข้าถึงตรงนั้นแล้ว ทีนี้ใครจะทำอะไร ใครจะคิด ใครจะพูดอะไร ก็ไม่กระทบกระเทือนแล้ว ใครจะดีชั่ว หรือถูกผิดก็ไม่กระทบกระเทือน ไม่ว่าอะไรหรอก เข้าถึงตรงนั้นแล้วมันไม่มองดูใครทั้งนั้น เอาเฉพาะแต่ตัวของมันเอง 
&lt;dd&gt;หัดให้มันได้อย่างนี้บ่อย ๆ ได้ชื่อว่าทำจิตของเราให้มันแก่กล้า ทำจิตของเราให้เป็นคนแก่คนเฒ่า มันจะหมดเรื่องแล้วคราวนี้ ไม่มีกังวลเกี่ยวข้องอะไรทั้งปวง มันอยู่สงบเฉย ทำถึงสมาธิแล้วมันหมดเอง เข้าของเงินทองสมบัติพัสถานอะไรทั้งปวงหมดไม่มีในที่นั้นเลย ยังอยู่แต่ ผู้รู้ ผู้เดียว ไม่คิดไม่นึก ที่สุดของพุทธศาสนาอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าไปหาที่อื่นเลย ไปเห็นตรงนั้นแล้วมันหมดที่ไป 
&lt;dd&gt;จึงว่าการไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง อันนั้นแหละเป็นที่สุดของโลก การปรุงการแต่งนั่นเป็นเรื่องของโลก การคิดการนึกก็เป็นเรื่องของโลก ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง แต่ว่ารู้ตัวอยู่เฉย ๆ อันนั้นมันก็เหนือโลก เรียกว่า &lt;b&gt;โลกุตระ&lt;/b&gt; ทำได้อย่างนั้นแล้วจะเอาอย่างไรนอกเหนือจากนั้นอีก 
&lt;dd&gt;คัดลอกมาจาก &lt;a href="http://se-ed.net/pratongtum/tesana/atask/nungsamathi.html"&gt;http://se-ed.net/pratongtum/tesana/atask/nungsamathi.html&lt;/a&gt; นะครับ&lt;/div&gt;&lt;img src="http://c.services.spaces.live.com/CollectionWebService/c.gif?cid=-7317840060378975633&amp;page=RSS%3a+%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a&amp;referrer=" width="1px" height="1px" border="0" alt=""&gt;&lt;img style="position:absolute" alt="" width="0px" height="0px" src="http://c.live.com/c.gif?NC=31263&amp;amp;NA=1149&amp;amp;PI=73329&amp;amp;RF=&amp;amp;DI=3919&amp;amp;PS=85545&amp;amp;TP=holykingdom.spaces.live.com&amp;amp;GT1=holykingdom"&gt;</description><comments>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!153.entry#comment</comments><guid isPermaLink="true">http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!153.entry</guid><pubDate>Sat, 05 May 2007 23:31:53 GMT</pubDate><slash:comments>0</slash:comments><msn:type>blogentry</msn:type><live:type>blogentry</live:type><live:typelabel>Blog entry</live:typelabel><wfw:commentRss>http://holykingdom.spaces.live.com/blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!153/comments/feed.rss</wfw:commentRss><wfw:comment>http://holykingdom.spaces.live.com/Blog/cns!9A71CF3C95FCF26F!153.entry#comment</wfw:comment><dcterms:modified>2007-05-05T23:31:53Z</dcterms:modified></item></channel></rss>